วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทความเรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารโดยการเขียน

                                                                                            
             ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารโดยการเขียน
นิยามและความหมายของการเขียน
ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ภาคใต้  ได้ให้ความหมายไว้ว่า การเขียนเป็นการแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ โดยนำถ้อยคำมาเรียงลำดับกันเป็นข้อความสั้นๆ เรียกว่าประโยค และนำประโยคแต่ละประโยคมาเรียงต่อกันเป็นข้อความใหญ่เพ่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ  ดังนั้น การเขียนจึงเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด ความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งสิ่งที่ต้องการสื่อสารอื่นๆ ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การเขียนจะช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงหรือบันทึกข้อมูล เหตุการณ์ บันทึกประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์สำหรับคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และนอกจากนี้ยังช่วยในการจดจำ เก็บรวบรวมองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     จุดมุ่งหมายของการเขียน 
1.การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง  เป็นการบอกเล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้อ่านได้รับทราบและเข้าใจตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การเขียนบันทึกประจำวัน  การเขียนข่าว
2.การเขียนเพื่อการอธิบาย เป็นการเขียนเพื่อชี้แจงหรืออธิบาย จึงต้องใช้ภาษาที่สั้น กระชับ สามารถสื่อความหมายได้ดี เช่นขั้นตอนการทำอาหาร ขั้นตอนการประดิษฐ์สิ่งของเหลือใช้
3.การเขียนเพื่อโฆษณาจูงใจ เป็นการเขียนที่มุ่งเน้นการชักจูง โน้มน้ามวใจให้ผู้อื่นคล้อยตามหรือปฎิบัติตาม มักเขียนเพื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือรณรงค์
4.การเขียนเพื่อปลุกใจ เป็นการเขียนเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านให้เกิดความเข้มแข็งฮึกเหิม เช่น การเขียนบทความปลุกใจให้รักชาติ
5.การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนเพื่อถ่ายทอดความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การเขียนวิจารณ์ภาพยนต์ การเขียนบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์
6.การเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนเพื่อถ่ายทอดจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อให้ผู้อื่นเห็นภาพและสามารถจินตนาการตามผู้เขียนได้
    แหล่งข้อมูลของการเขียน
1.การอ่าน ผู้เขียนที่ดีต้องเป็นผู้ที่สนใจอ่านหนังสือทุกประเภท เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ความรู้จากการอ่าน
2.การฟัง เป็นการเก็บสะสมความรู้และข้อมูลอีกรูปแบบหนึ่ง
3.การสังเกต เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ไปพบไปเห็นมา ผู้เขียนที่ช่างสังเกตมักจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาประกอบการงานเขียนของตนได้
4.การถาม เป็นการหาข้อมูลที่ค่อนข้างลึกและตรงประเด็นเฉพาะสิ่งที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ
     ขั้นตอนการเขียน
1.เลือกเรื่อง ผู้เขียนควรเลือกเรื่องที่ตนเองมีความสนใจ มีความถนัด หรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆอยู่พอสมควร
2. กำหนดขอบเขตและจุดมุ่งหมายในการเขียน ผู้เขียนต้องกำหนดขอบเขตของงานเขียนและตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องการจะสื่ออะไรให้กับผู้อ่าน
3.วางโครงเรื่อง ผู้เขียนต้องวางโครงเรื่องเพื่อเรียงลำดับการนำเสนอหัวข้อต่างๆให้ต่อเนื่องสอดคล้องกันและครอบคลุมทุกประเด็นที่ต้องการนำเสนอตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบเรื่อง
4.การแสวงหาการรวบรวมความรู้ ผู้เขียนควรเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อความหลากหลายของข้อมูล และตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อนเขียน
5.เรียบเรียงและนำเสนอเรื่อง คือต้องนำมาเรียบเรียงนำเสนอตามโครงเรื่องที่วางไว้ตอนต้น โดยใช้ภาาาที่ถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วน น่าสนใจและสื่อสารให้ครอบคลุม
6.ตรวจทานและแก้ไขข้อผิดพลาด ผู้เขียนควรตรวจสอบข้อผิดพลาดจากการเขียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียบเรียงประโยค ลำดับการนำเสนอ รวมไปถึงคำผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
   ลักษณะของงานเขียนที่ดี
1.มีเอกภาพ คือมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเนื้อหาทั้งหมด และต้องมีใจความสำคัญและจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว
2.มีสารัตถภาพ คือ มีเนื้อหาเต็มบริบูรณ์ มีความคงเส้นคงวามีสาระหนักแัน่น มีใจความสำคัญไม่กล่าววกไปวนมา
3.มีสัมพันธภาพ คือ การเชื่อมโยงย่อหน้าต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสอดคล้อง เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
4.มีความกระจ่างแจ้ง คือ เนื้อหาไม่คลุมเครือ ไม่ก่อความสงสัยแก่ผู้อ่าน
5.มีความน่าสนใจติดตาม การเขียนที่ดีควรทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ
   ระดับภาษาเขียน
ภาษาไทยมีหลายระดับ การเลือกใช้ภาษาจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร กลุ่มเป้าหมายในการสื่อสาร กาลเทศะ โดยเฉพาะภาษาที่ใช้ในงานเขียนซึ่งจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
1.ภาษาแบบแผนหรือภาษาทางการ เป็นภาษาที่เป็นทางการ ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนถูกต้องตามไวยกรณ์อย่างเคร่งคัด เช่นการเขียนตำราวิชาการ การเขียนหนังสือที่ใช้ติดต่อกันทางราชการหรือติดต่อธุรกิจ
2.ภาาากึ่งแบบแผนหรือกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันที่มุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจมีความเป้นทางการลดลงเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจมากขึ้น
3.ภาษาระดับปาก เป็นภาษที่มักใช้ในการพูดคุยสนทนา อาจมีคำหยาบ คำคะนอง คำสแลง คำภาษาถิ่นปะปนอยู่ด้วย

อ้างอิง
เอกสารประกอบการสอน  วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร(Thai for Communication)  รายวิชา 0022 004
พิมพ์ครั้งทีี่ 5: มิถุนายน 2556
ออกแบบและจัดพิมพ์: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
จัดจำหน่าย: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น