วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทความเรื่อง วัดทักซัง(Taktshang Goemba) ประเทศภูฎาน



                            วัดทักซัง (Taktshang Goemba) หรือ รังเสือ (Tiger Nest)



• วัดตักซัง ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 900 เมตร ชายเขตเมืองพาโร วัดตักซังเป็นสถานที่แสวงบุญที่ชาวภูฏานเลื่อมใสศรัทธากันมากที่สุดแห่งหนึ่งในเขตหิมาลัยภายในเขตวัดมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ทั้งสิ้น 13 แห่ง ล้วนมีความเป็นมาเกี่ยวข้องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของภูฐาน

• ทักซัง แปลว่า “รังเสือ” ที่มาของชื่อย้อนกลับไปเมื่อครั้งแรกสร้างวัด โดยมีตำนานเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยศตวรรษที่ 8 ในครั้งนั้น คุรุ รินโปเซทรงขี่นางเสือตัวหนึ่งเหาะมาจากเมืองเค็นปาจงในแคว้นกูร์เตมายังตักซัง (ชาวภูฏานเชื่อว่า แท้จริงแล้ว นางเสือตัวนี้คือศักติของท่านคุรุรินโปเซจำแลงกายมา) แล้วเข้าบำเพ็ญสมาธิอยู่ในถ้ำรังเสือนานสามเดือน แล้วเทศนาสั่งสอนผู้คนในหุบเขาพาโรจนหันมายอมรับนับถือพุทธศาสนากัน โดยสำแดงกายให้เห็นในภาคคุรุโดร์จี โดรเลอันน่าสะพรึงกลัว และใช้มณฑลกาเกสะกดภูติผีปิศาจร้ายทั้งแปดจำพวกเอาไว้ในระหว่างที่ประทับอยู่ที่นี่ด้วย
• หลังคุรุรินโปเสด็จกลับทิเบต ท่านคุรุได้ถ่ายทอดมณฑลกาเกให้กับบรรดาศานุศิษย์ หนึ่งในนั้นคือท่าน ลังเซ็น เปยี ซิงเก ผู้เดินทางมาเป็นอาจารย์ในปี ค.ศ. 853 ชาวบ้านจึงได้เรียกถ้ำที่ใช้บำเพ็ญสมาธิของท่านว่า เปลฟู (แปลว่า ถ้ำเสือของเปยี) หลังจากนั้น ท่านลังเซ็น เปยี ซิงเก ได้เดินทางต่อไปยังเนปาลและมรณภาพลงที่นั่น เทพโดร์จี เล็กปาจีจึงใช้เวทมนต์นำซากสังขารของท่านกลับมายังตักซัง
• ปัจจุบัน สังขารของท่าน บรรจุอยู่ภายในสถูปกลางห้องทางด้านซ้ายมือตรงสุดปลายบันไดทางขึ้น สถูปองค์นี้ได้รับการบูรณะเมื่อปี ค.ศ.1982-1983 และบูรณะซ้ำอีกครั้งในปี ค.ศ. 2004 ถ้ำแห่งนี้มาลามะชั้นสูงของทิเบตเดินทางมาเจริญสมาธิกันหลายท่าน อาทิ มิลาเรปะ (ปี ค.ศ.1040-1123) ปาดัมปะ ซังเก (ปีค.ศ.1055-1145) ลามะหญิงมาชิก ลับเดินมา (ปี ค.ศ.1056-1145) และ ทังทน เกลโป (ปี ค.ศ.1385-1464) เป็นต้น
• วิหารหลังแรกที่สร้างขึ้นที่ตักซัง มีอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ 14 ผู้สร้างเป็นลามะในนิกายญิงมาปะ สายกาต๊กปา จากทิเบต นามว่า โซนัม เกลซิน ปัจจุบัน วิหารดังกล่าวได้สูญไปแล้ว แต่ยังพอมีร่องรอยภาพเขียนบนแนวผาช่วงที่อยู่เหนือตัววิหารประธานขึ้นไปปรากฎให้เห็น และเชื่อกันว่า น่าจะเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของวิหารหลังดังกล่าว
• วัดตักซังอยู่ภายใต้การครอบครองของลามะสายกาต๊กปามาจนถึงศตวรรษที่ 17 ครั้นถึง ปี ค.ศ. 1645 ซังดรุงงาวัง นัมเกล ได้เดินทางมาเยือนที่นี่พร้อมพระลามะชั้นสูงในนกายญิงมาปะ นามว่าริกชิน ญิงโป พระในวัดจึงพร้อมใจกันยกวัดให้กับท่านซับดรุง ผู้แสดงเจตน์จำนงจะสร้างโบสถ์วิหารขึ้นใหม่ แต่ในช่วงนั้น ตัวท่านเองก็วุ่นอยู่กับการสร้างพาโรซอง และสุดท้ายก็มรณภาพไปเสียก่อนที่จะทันได้ลงมือทำตามความตั้งใจ จนปี ค.ศ. 1692 เต็นซิน รับเกะ เดสิคนที่ 4 ของภูฏานจึงได้สืบสานความประสงค์ของท่านให้เป็นจริง ด้วยการสร้างวัดขึ้นใหม่
• วัดตักซัง ได้รับการบูรณะซ่อมแซมในช่วงปี ค.ศ. 1861-1885 (สมัยเจเค็มโปองค์ที่ 34 พระนามว่า เชลดรุป เยอเซ) ในปี ค.ศ. 1982-1983 ด้านขวามือของบันไดทางขึ้นมีวิหารหลังหนึ่ง ภายในมีหอบูชาสามหอ หอบูชาด้านหน้ามีถ้ำที่คุรุรินโปเซและท่านลังเซ็น เปยี ซิงเกเคยใช้เป็นที่เจริญสมาธิ
• ในเดือน เมษายน ค.ศ. 1998 วัดตักซัง เกิดเพลิงไหม้ ทำให้ภาพเขียนสูญหายไปหมด เช่นเดียวกับงานประติมากรรมบางส่วน แต่ทางการก็มีภาพถ่ายเก็บเอาไว้ทั้งในส่วนของงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ประชาชนกับรัฐบาลจึงร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดตักซังขึ้นมาใหม่ และเมื่อดูจากชัยภูมิที่ตั้งซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างอย่างใหญ่หลวง ก็ต้องนับว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่เป็นผลงานที่น่าอัศจรรย์ใจ
• สถานที่สำคัญที่สุดของวัดตักซัง คือ ตัวถ้ำซึ่งมีประตูหุ้มแผ่นทองแดงปิดไว้ และจะเปิดให้คนเข้าชมกันแค่ปีละครั้ง ในเดือนห้า ตามปฏิทินของภูฏาน คูหาด้านหน้ามีรูปคุรุโดร์จี โดรเล ปั้นขึ้นจากดินเหนียว ผนังวาดภาพมณฑลคำสอนต่างๆ ของคุรุรินโปเซประดับเอาไว้ เหนือวิหารหลังนี้ขึ้นไปยังมีวิหารอันโอ่อ่าอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของท่านคุรุรินโปเซกับมณฑลคำสอนและรูปบุคคลสำคัญทางศาสนาทั้งหลาย
• วิหารพระอมิตายุส (เซเปมา) เป็นวิหารใหม่ และเป็นหนึ่งในวิหารที่มีคนแวะเวียนมาสักการะบูชามากที่สุด ภายในประดิษฐานรูปสลักพระอมิตายุส คุรุโดร์จี โดรเล และคุรุรินโปเซที่มีขนาดใหญ่โตมาก
• เหนือถ้ำตักซัง มีหมู่วิหารอยู่สามหลัง คือ วิหารตักซังอูเก็นซีมอ สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1408 และสร้างใหม่อีกครั้งหลังถูกเพลิงไหม้ในปี ค.ศ. 1958 วิหารตักซังเออเซกัง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1646 และวิหารตักซังซังโดเปลรี สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1853 ถือเป็นสถานที่ที่จาริกแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ชาวบ้านนิยมมากราบไหว้สักกาะมากที่สุด ตลอดจนเข้าถึงได้ยากที่สุดด้วย
• วัดตักซัง ถือกันว่าเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวภูฐาน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัยที่แม้แต่ชาวธิเบตก็ยังดั้นด้นข้ามเขาเพื่อมาสักการะอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกวันนี้แม้กระทั่งชาวตะวันตกที่นับถือพุทธศาสนาแบบวัชรยานก็ยังหาโอกาสมาจาริกแสวงบุญที่นี่• การเดินทางไปวัดตักซัง ควรใช้วิธีเดินเท้าขึ้นไป เพราะในการจาริกแสวงบุญนั้นควรพึ่งน้ำพักน้ำแรงของตน แม้จะลำบากเหนื่อยยากเพียงใดก็ตาม จะว่าไปแล้วจุดมุ่งหมายประการแรกของการจาริกแสวงบุญก็เพื่อสร้างความเพียร และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความยากลำบาก มิใช่เพื่อทรมานตน แต่เพื่อเป็นแบบฝึกหัดในการยกจิตให้อยู่เหนือความลำบากทางกาย
บรรยากาศรอบเส้นทางก็ยังเงียบสงบร่มรื่นและคงสภาพป่าไว้ได้ บางช่วงมีน้ำตกน้อยและลำธารไหลผ่าน หมุนกงล้อมนตร์ให้ส่งเสียงดังเป็นระยะ ๆ บรรยากาศอย่างนี้เหมาะกับการเดินเจริญสติไปด้วย คือรับรู้ทุกย่างก้าว ขณะเดียวกันก็เปิดใจรับรู้ทุกสิ่งที่มากระทบ แต่ก็ไม่วอกแวกหรือคิดฟุ้งปรุงแต่ง เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ และไม่ต้องสนใจจุดหมายปลายทาง ใจอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับแต่ละก้าวเท่านั้นก็พอ ยิ่งเดิน ทางยิ่งชัน ก็ยิ่งต้องเดินอย่างมีสติ ไม่เช่นนั้นจะเหนื่อยเร็ว เพราะเผด้วยอยากให้ถึงจุดหมายไว ๆ

• ในการจาริกแสวงบุญบนเขาสูง ยิ่งเดินก็ยิ่งห่างไกลจากความสบาย เพราะนอกจากการขนส่งสิ่งอำนวยความสะดวกจะทำได้ยากแล้ว แต่ละคนยังขนเสบียงกรังได้ไม่มาก จะเดินให้ถึงจุดหมาย จำต้องพกพาข้าวของให้น้อยที่สุด เส้นทางยิ่งสูงชัน ความสุขทางกายก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ แต่หากเดินเป็น สิ่งที่จะได้เพิ่มขึ้นมาก็คือ ความสุขทางใจและความสุขจากธรรมชาติ เพราะได้สัมผัสกับความสงบ ทั้งความสงบทางใจและความสงบจากธรรมชาติ
• การจาริกแสวงบุญกับการปีนเขานั้นมักจะแยกจากกันไม่ออก เป็นเพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมักอยู่บนยอดเขาหรือชะง่อนผา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของสูง จึงต้องประดิษฐานบนที่สูง แต่มองอีกแง่หนึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บนที่สูงก็เพราะเป็นสัญลักษณ์ของอุดมคติสูงสุดของมนุษย์ สำหรับชาวพุทธ อุดมคติสูงสุดก็คือพระนิพพาน อันได้แก่สภาวะที่อยู่เหนือโลก เป็นอิสระจากโลกธรรมทั้งหลายซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนแปรปรวน ไม่น่ายึดถือและยึดถือไม่ได้
• การจาริกแสวงบุญจึงเป็นเสมือนภาพจำลองของการดำเนินชีวิตเพื่อบรรลุถึงอุดมคติสูงสุดของชีวิต ขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกตนเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการก้าวไปให้ถึงจุดหมายสูงสุดดังกล่าว การจาริกแสวงบุญสู่เขาสูงจึงเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทุกคนควรบำเพ็ญสักครั้งหนึ่งในชีวิต
• ชาวภูฐานบางคนไม่ได้แสวงบุญด้วยการเดินอย่างธรรมดา แต่จาริกด้วยการกราบอัษฏางคประดิษฐ์ตามแบบวัชรยาน คือเดินสามก้าวแล้วก้มลงกราบโดยนอนราบกับพื้น นอกจากใช้เวลานานแล้วยังต้องใช้ความเพียรมากด้วย นักบวชภูฐานผู้หนึ่งกล่าวว่า “ทุกคนที่จาริกแสวงบุญมาถึงตักซัง จะกลับไปเป็นคนละคนทีเดียว” ใครที่ไปถึงตักซัง มิใช่แต่กายเท่านั้น หากใจก็ถึงด้วย ย่อมเห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างแน่นอน

อ้างอิง

      http://www.oceansmile.com/Bhutan/Taktshang.htm











บทความเรื่อง การทำชีสเค้ก

เค้กเนื้อแน่นที่มีส่วนประกอบหลักเป็นครีมเนื้อข้นที่เรารู้จักกันในชื่อที่เรียกว่าชีสเค้ก อาจจะดูเป็นของหวานที่ใหม่สำหรับคนไทย เพราะเมื่อก่อน คนไทยเราจะนิยมแต่เค้กที่มีเนื้อฟูๆ เบาๆ มากกว่าเค้กเนื้อแน่นๆ แต่ในปัจจุบัน เราเริ่มที่จะเปิดรับรสชาติใหม่เข้ามามากมาย ชีสเค้กจึงกลายเป็นขนมที่คนไทยเราคุ้นเคยมากขึ้น
ชีสเค้กมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว หลักๆ ก็ต้องมีฐานที่เป็นแครกเกอร์ หรือจะเป็นแป้งหรือเนื้อเค้กอะไรก็ได้ แล้วด้านบนก็จะเป็นเนื้อเค้กที่มีส่วนประกอบของครีมชีสเป็นหลัก บางสูตรอาจจะแทบไม่มีแป้งเลยด้วยซ้ำ การอบชีสเค้กมีหลากหลายวิธี แต่เมื่ออบเสร็จ ชีสเค้กก็จะถูกใช้ทั้งก้อน ไม่เหมือนกับเวลาที่เราอบเค้กที่นำมาแต่งหน้าเพิ่ม ที่เราอาจจะตัดแต่งผิวหน้าเค้กให้สวยงามก่อนที่จะนำมาใช้ แต่กรณีของชีสเค้กนั้น เราจะใช้ทั้งก้อน
หลายๆ คนมีปัญหาเรื่องของการอบชีสเค้ก เมื่ออบเสร็จ แทนที่ผิวหน้าจะเรียบสวย กลับมีรอยแยกแตก เวลาเจอะกับปัญหาเหล่านี้ ต้องขอตอบว่า สาเหตุของการหน้าแยก หน้าแตก หน้าระเบิดหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มีหลายสาเหตุครับ เช่น ส่วนประกอบ การผสมส่วนผสมที่ไม่พอดี การอบที่นานเกิน อุณหภูมิของเตาอบที่ไม่นิ่ง เป็นต้น
นี่เป็นเพียงเหตุผลที่เกิดจากการสันนิฐานแค่เพียงส่วนเดียว จริงๆ แล้ว เหตุผลยังมีอีกมากมาย เวลาที่เราอบขนม เราต้องพยายามฝึกให้ตัวเองมีนิสัยช่างสังเกตุ บางทีการเปลี่ยนเตาอบ ก็ทำให้วิธีการอบแตกต่างกัน พลพยายามค้นหาวิธีการแก้ไขที่น่าจะทำให้ชีสเค้กดูสวยขึ้นได้ อาจจะมีวิธีไหนสักวิธีที่เหมาะกับคุณก็ได้
  • วิธีการผสมส่วนประกอบ องค์ประกอบที่ต้องมีในชีสเค้ก ก็คือครีมชีส เวลาที่เรานำครีมชีสมาตีกับส่วนผสมอื่น เราควรให้ครีมชีสอยู่ที่อุณหภูมิห้อง เพราะการที่ครีมชีสแข็งเกิน จะทำให้เข้ากันส่วนประกอบอื่นๆ ได้ยาก และเมื่อเราเริ่มตีส่วนผสม เราควรที่จะใช้พายยางปาดโถผสมเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าส่วนผสมเข้ากันดี นอกจากนั้น ในการตีชีสเค้ก โดยทั่วไป เราจะใช้หัวตีใบไม้ เนื่องจากลักษณะเนื้อชีสเค้ก เป็นเค้กที่เราไม่ต้องการอากาศ บ่อยครั้งที่เค้กหน้าแตก มาจากเวลาที่เราใส่ไข่ลงไปในส่วนผสมครีมชีสตอนที่ครีมชีสยังไม่นุ่มดี ทำให้เราต้องตีเร็วและนานขึ้น แม้ว่าเราจะใช้หัวตีใบไม้ แต่การตีนานๆ ก็สามารถดึงอากาศเข้าไปได้เช่นกัน ถ้าอากาศที่เราดึงเข้าไปมีมากกว่าที่ควรจะเป็น เวลาที่เราอบ ความร้อนก็จะทำให้อากาศที่อยู่ในโครงสร้างของไข่ฟูขึ้น แต่เมื่ออบเสร็จและพักให้เย็นลง เนื้อเค้กที่หนักก็จะยุบตัว ทำให้หน้าเค้กอาจะเป็นรอย ไม่เรียบเนียนได้ ดังนั้น เราต้องมั่นใจว่า เราไม่ตีไข่มากจนเกินความจำเป็น
  • การอบชีสเค้ก มีสองรูปแบบหลักๆ คืออบแบบทั่วไป กับอบโดยใส่พิมพ์เค้กในภาชนะใส่น้ำลักษณะเหมือนการนึ่ง น้ำจะช่วยทำให้ผิวหน้าเค้กขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น แม้ว่าสูตรที่คุณใช้จะเป็นแบบอบทั่วไป แต่ถ้าการอบของคุณมีปัญหาหน้าแตก การเปลี่ยนวิธีอบอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้เช่นกัน
  • การอบนานเกินไป ทำให้เค้กหน้าแตกได้เช่นกัน เวลาที่เราอบเค้กทั่วไป เราจะทดสอบว่าเค้กนั้นๆ สุกหรือไม่ โดยการใช้ไม้จิ้มที่ส่วนที่หนาที่สุดของเค้กเพื่อเป็นการเช็คว่าด้านในสุกดีแล้วหรือไม่ อาจจะต้องบอกว่าวิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลดีกับการอบชีสเค้ก เพราะเวลาที่เราอบชีสเค้กจนตรงกลางสุกดี นั่นคือการอบที่สุกเกินไป เพราะความร้อนที่อยู่ในชีสเค้กนั้น ยังจะทำให้เค้กสุกต่อไปอีกได้ เมื่อเค้กนั้นเย็นลง ผลที่ได้คือเค้กที่สุดเกินไป เนื้อเค้กจะไม่เนียนนุ่มอย่างที่เราอยากให้เป็น จริงๆ แล้ว เวลาที่เราอบชีสเค้กจนถึงระดับที่ส่วนกลางประมาณรัศมี 2 นิ้วตรงกลางพอจะเด้งๆ ประมาณไข่ตุ๋นญี่ปุ่น เราก็สามารถปิดความร้อน และทิ้งเค้กในเตาอบให้ค่อยๆ สุกต่อเองได้ โดยแง้มประตูเตาอบเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้คลายควาร้อนลง เค้กจะค่อยๆ สุกเพิ่มเอง
  • หลังจากที่เราทิ้งชีสเค้กในตู้อบ เมื่อเรานำออกมา ถ้าเค้กยังอุ่นๆ เราควรจะใช้มีดกรีดด้านข้างเพื่อให้เค้กหลุดจากขอบพิมพ์ เพราะเมื่อชีสเค้กสัมผัสกับอากาศที่เย็นขึ้น อาจจะทำให้หดตัว การกรีดข้างพิมพ์ ทำให้เค้กหน้าไม่แยกเวลาหด และถ้าเป็นไปได้ ก็ให้ทิ้งเค้กในพิมพ์ นำไปแช่เย็นจนเย็นดี แล้วจึงค่อยนำออกจากพิมพ์
นี่เป็นวิธีการแก้ไขส่วนหนึ่งท่ีเราสามารถลองทำได้ แต่อย่างที่บอกว่า เหตุผลอาจมีอีกร้อยพัน ถ้าเราทำอย่างดีที่สุดแล้ว ชีสเค้กของเราก็ยังหน้าแตก หน้าแยกอยู่ดี เราก็ยังเหลือทางเลือกที่จะปาดหน้าด้วยครีมนุ่มๆ หรือแต่งหน้าด้วยผลไม้เบอร์รี่ต่างๆ ก็ได้ เพราะการที่หน้าของชีสเค้กไม่สวย ใช่หมายความว่ารสชาติไม่ดีเสียเมื่อไหร่



บลูเบอรี่ชีสเค้กตำรับยุโรป

ส่วนผสมแป้งกรุพิมพ์
-แป้งอเนกประสงค์ 500 กรัม

-น้ำตาลไอซิ่ง 1 ช้อนโต๊ะ

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

-เนยสด 250 กรัม

-น้ำเย็นจัด 100-120 กรัม

ส่วนผสมครีมชีส
-ครีมชีส 500 กรัม

-โยเกิร์ต 6 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลไอซิ่ง 400 กรัม

-แป้งเค้ก 3 ช้อนโต๊ะ

-วานิลลา 1 ช้อนชา

-ผิวมะนาว 1 ช้อนชา

-ไข่ไก่ 5 ฟอง

-ไข่แดง 2 ฟอง

วิธีทำ
1. เตรียม แป้งกรุพิมพ์ โดยร่อนแป้งรวมกับน้ำตาลไอซิ่ง 1 ครั้ง ใส่เกลือผสมให้เข้ากัน

2. ใส่เนยซึ่งตัดเป็นก้อนเล็กๆ ลงไป ใช้เบลนเดอร์ตัดเนยเป็นชิ้นเล็กๆ จนแป้งหุ้มเนยทั่ว และเนย  มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว

3. ค่อยๆ พรมน้ำเย็นลงไป แล้วใช้ปลายนิ้วตะล่อมแป้งให้เข้ากัน จนเนื้อส่วนผสมเนียน

4. แบ่งแป้งเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน ใส่ถุงพลาสติก แช่เย็นไว้ประมาณ 10-20 นาที

5. ทาไขมันที่พิมพ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้ว ให้ทั่ว

6. คลึงแป้งส่วนหนึ่งเป็นแผ่นกลมหนาประมาณ 1/4 นิ้ว ตัดให้ได้ขนาดเดียวกับก้นพิมพ์ นำวาง  ลง
ในพิมพ์ ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว แล้วนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที

7. เตรียมแป้งกรุด้านข้าง โดยนำแป้งส่วนที่ 2 มาคลึง หนา 1/4 นิ้ว กรุด้านข้างพิมพ์ให้รอบ กดด้านล่างให้ติดกับแป้งที่อบแล้ว

8. เตรียม ส่วนผสมครีมชีส โดยใส่ครีมชีสลงในอ่างผสมพร้อมโยเกิร์ต ตีด้วยความเร็วต่ำนาน 3 นาที ใส่แป้ง น้ำตาล วานิลลา และผิวมะนาว ใส่ไข่ทีละฟอง โดยก่อนจะใส่ฟองใหม่ ต้องรอให้  ส่วนผสมเข้ากันดีก่อน ใส่ไข่แดง 2 ฟองหลังสุด

9. เทส่วนผสมที่ตีได้ ลงในพิมพ์ นำเข้าอบที่ไฟ 230 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที แล้วลดอุณหภูมิลงเหลือ 100 องศา อบต่ออีก 45 นาที

10. นำออกจากเตาอบ วางบนตะแกรง พักให้เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นำเข้าแช่เย็นจนถึงเวลาเสิร์ฟ จึงราดหน้าด้วยบลูเบอรี่
ที่มา 

แบบฝึกหัด บทที่ 8 การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม

แบบฝึกหัด 
บทที่ 8 การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม                            กลุ่มที่เรียน..2
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                       รหัสวิชา 0026 008 
ชื่อ -สกุล...นางสาวอริสรา  คล่องใจ                                                 .รหัส.   57011010190
คำชี้แจง จงพิจารณากรณีศึกษานี้ 
1) “นาย A ทำการเขียนโปรแกรมขึ้นมาโปรแกรมหนึ่งเพื่อทดลองโจมตีการทำงานของคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ โดยทำการระบุ IP-Address โปรแกรมนี้สร้างขึ้นมาเพื่อทดลองในงานวิจัย นาย B ที่ เป็นเพื่อนสนิทของนาย A ได้นำโปรแกรมนี้ไปทดลองใช้แกล้งนางสาว C เมื่อนางสาว C ทราบเข้าก็เลยนำโปรแกรมนี้ไปใช้และส่งต่อให้เพื่อนๆ ที่รู้จักได้ทดลอง” การกระทำอย่างนี้ ผิดจริยธรรม หรือผิดกฎหมาย ใดๆ หรือไม่ หากไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ไหน จงอธิบาย 
ตอบ....ผิดกฎหมาย เพราะ การอ้างอิงเว็บไซต์ของผู้อื่น   มาใส่ในเว็บของเรา มีโอกาสละเมิดลิขสิทธิ์
แต่ถ้าการเชื่อมโยงนั้นเป็นการเชื่อมโยงต่อกันไปยังหน้าแรกของเว็บผู้อื่นก็จะสามารถทำได้แต่ควร
ขออนุญาติเจ้าของลิขสิทธิ์ให้เรียบร้อย  หากเป็นการเชื่อมโยงลึกลงไปถึงเนื้อหาส่วนอื่นของเว็บผู้อื่นจะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้  ในกรณีที่ไม่ต้องการให้ใครนำเว็บของเราไปเชื่อมโยงอาจจะระบุไว้ที่เว็บเลยว่า  ไม่อนุญาตจะทำให้ผู้ที่เข้ิดามาเชื่อมโยง  หากยังมีการละเมิดสิทธิ์ก็จะมีความผิดโดยไม่ต้องตีความ



2) “นาย J ได้ทำการสร้างโฮมเพจ เพื่อบอกว่าโลกแบนโดยมีหลักฐาน อ้างอิงจากตำราต่างๆ อีกทั้ง รูปประกอบ เป็นการทำเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้ใช้ในการอ้างอิงทางวิชาการใดๆ เด็กชาย K เป็นนักเรียน ในระดับประถมปลายที่ทำรายงานส่งครูเป็นการบ้านภาคฤดูร้อนโดยใช้ข้อมูลจากโฮมเพจของนาย J” การ กระทำอย่างนี้ ผิดจริยธรรม หรือผิดกฎหมายใดๆ หรือไม่ หากไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ไหน จงอธิบาย 
ตอบ..... ผิดกฎหมาย เพราะ   การ Copy รูปภาพ/ข้อความบนเว็บไซต์ของผู้อื่นมาใช้ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
หากต้องทำการ copy รูปภาพหรือข้อความบนเว็บไซต์ของผู้อื่นมาใช้งาน จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของเสียก่อน เพราะหากนำมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ผิดกฎหมาย หากนำไปใช้เพื่อการค้าอาจถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาได้ อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีเพื่อการศึกษา โดยต้องมีการอ้างอิงและขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แบบฝึกหัดดบทที่ 7 ความปลอดภัยของสารสนเทศ

                                                                        แบบฝึกหัด 
บทที่ 7 ความปลอดภัยของสารสนเทศ                                               กลุ่มที่เรียน...2 
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0026 008 
ชื่อสกุล....นางสาวอริสรา   คล่องใจ                                                  ..รหัส...57011010190
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ 

1. หน้าที่ของไฟร์วอลล์ (Firewall) คือ...ไฟร์วอลล (Firewall)
 คือซอพท์แวร์หรือฮาดร์แวร์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อควบคุมการเข้าออกของโปรแกรมต่างๆ โดยจะทำหน้าที่ในการอ่านข้อมูลที่ผ่านเข้ามาในเครื่องทั้งขาเข้าและขาออก โดยจะนำข้อมูลเข้าไปเทียบเทียบกับกฎที่ได้ตั้งเอาไว้เพื่อตัดสินใจที่จะอนุญาตหรือปฏิเสธ จากหลักการที่กล่าวมาข้างต้นเราสามารถสรุปได้ว่าไฟร์วอลล์เป็เครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ปกป้องระบบเครือข่ายหรือเครื่องคอมพิวเตอร์จากการสื่อสารที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือผู้บุกรุก โดยใช้การกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมการเข้า-ออกนั่นเอง

2. จงอธิบายคำศัพท์ต่อไปนี้ ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสคอมพิวเตอร์ worm , virus computer, spy ware, adware มาอย่างน้อย 1 โปรแกรม 
ตอบ ไวรัสคอมพิวเตอร์คือ (virus computer)
ในอดีต คำว่า "ไวรัสคอมพิวเตอร์" เป็นนิยามของโปรแกรมที่สร้างปัญหาและก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ กับเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถแพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการที่ไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถแพร่กระจายข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นั้นมีสาเหตุมาจากการที่ผู้ใช้นำไฟล์ที่มีไวรัสคอมพิวเตอร์ไปใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น นำแผ่น diskette หรือสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่มีไฟล์ของไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่มาใช้งาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปไวรัสคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนารูปแบบ เทคนิคการแพร่กระจาย ความสามารถ รวมทั้งความรุนแรงในการก่อความเสียหายให้ระบบ ที่แตกต่างไปจากเดิมมาก ดังนั้น ปัจจุบันคำว่า "ไวรัสคอมพิวเตอร์" จึงมีความหมายที่กว้างขึ้นไปจากเดิมและมีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า "มาลแวร์ (Malware: Malicious Software)" ซึ่งหมายถึงชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ใดๆ ที่ได้รับการจัดทำขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเสียหายให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอาจมีความสามารถในการเคลื่อนที่จากคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งหรือจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งได้ด้วยตัวเอง

3. ไวรัสคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง 
ตอบ  เราสามารถแบ่งไวรัสตอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นสองชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่ Application viruses และ System viruses
              1) Application viruses จะมีผลหรือมีการแพร่กระจายไปยังโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ อาทิเช่น โปรแกรมประมวลผลคำ(Word Processeng) หรือโปรแกรมตารางคำนวณ เป็นต้น การตรวจสอบการติดเชื่อไวรัสชนิดนี้ทำได้โดยดูจากขนาดของแฟ้ม (File size) ว่ามีขนาดเปลี่ยนไปจากเดิมมาน้อยแค่ไหน ถ้าแฟ้มมีขนาดโตขึ้น นั่นหมายถึงแฟ้มดังกล่าวอาจได้รับการติดเชื้อจากไวรัสชนิดนี้แล้ว
              2) System viruses ไวรัสชนิดนี้จะติดหรือแพร่กระจายในโปรแกรมจำพวกระบบปฏิบัติการ Operating systems) หรือโปรแกรมระบบอื่น ๆ โดยไวรัสชนิดนี้มักจะแพร่เชื้อในขณะที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
4. ให้นิสิตอธิบายแนวทางในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์มาอย่างน้อย 5 ข้อ 
1)…ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและอัปเดตข้อมูลไวรัสอยู่เสมอ

2)…ใช้ความระมัดระวังในการเปิดอ่าน E-mail
3)…ปรับแต่งซอฟต์แวร์ที่ใช้งานปลอดภัยสูงที่สุด

4)…ระวังภัยจากการเปิดไฟล์จากสื่อบันทึกข้อมูล(Media)ต่างๆ

5)…ตระหนักถึงความเสี่ยงของไฟล์ที่ดาวนืโหลด หรือได้รับจากทางอินเตอร์เน็ต

5. มาตรการด้านจริยธรรมคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน ได้แก่ 

ตอบ.   โดยจะบังคับใช้กับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงสื่อทุกประเภทอย่างจริงจัง ตัวอย่างซอฟต์แวร์เพื่อดูแลการแก้ไขและป้องกันภายทางอินเทอร์เน็ต ได้แก่ เอาส์ คีพเปอร์ (House Keeper) เป็นโปรแกรมสำกรับแก้ปัญหา “ภาพลามกอนาจาร เนื้อหาสาระที่ไม่เหมาะสม การใช้เว็บไม่เหมาะสมไม่ควร ฯลฯ” โดยนำไปติดตั้งกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน สารวัตรอินเตอร์เน็ตหรือไซเบอร์อินสเปคเตอร์เป็นอีกหน่วยงานที่สอดส่องภัยอินเทอร์เน็ต สารวัตรอินเทอร์เน็ตร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บล็อกเว็บไซต์ไม่เหมาะสมและเก็บฐานข้อมูลไว้

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 6 การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด
บทที่ 6 การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน                                                    กลุ่มที่เรียนที่   2                 รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน รหัสวิชา 0026 008                                                                           ชื่อ -สกุล. นางสาวอริสรา  คล่องใจ                                                            .รหัส.... 57011010190

คำชี้แจง จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. การประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นความหมายของข้อใด?   

ตอบ  1. เทคโนโลยีสารสนเทศ    

2. เทคโนโลยีสารสนเทศใดก่อให้เกิดผลด้านการเสริมสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม?   

 ตอบ   2. ระบบการเรียนการสอนทางไกล   

3. การฝากถอนเงินผ่านเอทีเอ็ม (ATM) เป็นลักษณะเด่นของเทคโนโลยีสารสนเทศข้อใด?  

 ตอบ   1. ระบบอัตโนมัติ 

4. ข้อใดคือการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ?   

ตอบ     4. ถูกทุกข้อ

5. เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึงข้อใด?

ตอบ   3. การนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาสร้างข้อมูลเพิ่มให้กับสารสนเทศ     

6. เครื่องมือที่สำคัญในการในการจัดการสารสนเทศในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร?   

ตอบ    4. ถูกทุกข้อ

7. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ?  

ตอบ    4. เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้มีการสร้างที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ

8. ข้อใดไม่ใช่อุปกรณ์ที่ช่วยงานด้านสารสนเทศ?  

ตอบ   3. เครื่องมินิคอมพิวเตอร์

9. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ?

ตอบ  3. ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

10. ข้อใดคือประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการเรียน

ตอบ   4. ถูกทุกข้อ











บทที่ 5 การจัดการสารสนเทศ

แบบฝึกหัด
บทที่ 5 การจัดการสารสนเทศ                                                     กลุ่มเรียน.................
รายวิชา  การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                         รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล....................................................................................รหัส..................................................
คำชี้แจง  จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.       จงอธิบายความหมายของการจัดการสารสนเทศ   
ตอบ    การจัดการสารสนเทศ  หมายถึง การผลิต จัดเก็บ ประมวลผล ค้นหา และเผยแพร่ สารสนเทศโดยจัดให้มีระบบสารสนเทศ การกระจายของสารสนเทศ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ โดยมีการนำเทคโนโลยีต่างๆโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมาใช้ในการจัดการ รวมทั้งมีนโยบาย หรือ กลยุทธ์ระดับองค์การในการจัดการสารสนเทศ

2.       การจัดการสารสนเทศมีความสําคัญต่อบุคคลและต่อองค์การอย่างไร
ตอบ ความสำคัญของการจัดสารสนเทศต่อบุคคล
         การจัดการสารสนเทศมีความสำคัญต่อบุคคลในด้านการดำรงชีวิตประจำวัน การศึกษา และการทำงานประกอบอาชีพ ต่างๆ การจัดการสารสนเทศอย่างเป็นระบบ โดยการจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคล รวบรวมทั้งข้อมูลการดำรงชีวิต การศึกษา และการทำงานประกอบอาชีพต่างๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน 

 ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศต่อองค์การ
    การจัดการสารสนเทศมีความสำคัญต่อองค์การมีทั้งในด้าน การบริหารจัดการ การดำเนินงาน และกฎหมาย 
3.       พัฒนาการของการจัดการสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ยุค อะไรบ้าง
ตอบ  แบ่งอย่างกว้างๆได้เป็น 2 ยุค คือ การจัดการสารสนเทศด้วยระบบมือ และการจัดการสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์

4.       จงยกตัวอย่างการจัดการสารสนเทศที่นิสิตใช้ในชีวิตประจำวันมา อย่างน้อย 3 ตัวอย่าง
ตอบ 1.บัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ที่มีแถบแม่เหล็ก
       2.การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ โทรศัพท์มือถือ
       3.การใช้บริการฝาก-ถอนเงินจากเครื่องฝาก


วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทความเรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารโดยการเขียน

                                                                                            
             ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารโดยการเขียน
นิยามและความหมายของการเขียน
ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ภาคใต้  ได้ให้ความหมายไว้ว่า การเขียนเป็นการแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ โดยนำถ้อยคำมาเรียงลำดับกันเป็นข้อความสั้นๆ เรียกว่าประโยค และนำประโยคแต่ละประโยคมาเรียงต่อกันเป็นข้อความใหญ่เพ่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ  ดังนั้น การเขียนจึงเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด ความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งสิ่งที่ต้องการสื่อสารอื่นๆ ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การเขียนจะช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงหรือบันทึกข้อมูล เหตุการณ์ บันทึกประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์สำหรับคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และนอกจากนี้ยังช่วยในการจดจำ เก็บรวบรวมองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     จุดมุ่งหมายของการเขียน 
1.การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง  เป็นการบอกเล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้อ่านได้รับทราบและเข้าใจตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การเขียนบันทึกประจำวัน  การเขียนข่าว
2.การเขียนเพื่อการอธิบาย เป็นการเขียนเพื่อชี้แจงหรืออธิบาย จึงต้องใช้ภาษาที่สั้น กระชับ สามารถสื่อความหมายได้ดี เช่นขั้นตอนการทำอาหาร ขั้นตอนการประดิษฐ์สิ่งของเหลือใช้
3.การเขียนเพื่อโฆษณาจูงใจ เป็นการเขียนที่มุ่งเน้นการชักจูง โน้มน้ามวใจให้ผู้อื่นคล้อยตามหรือปฎิบัติตาม มักเขียนเพื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือรณรงค์
4.การเขียนเพื่อปลุกใจ เป็นการเขียนเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านให้เกิดความเข้มแข็งฮึกเหิม เช่น การเขียนบทความปลุกใจให้รักชาติ
5.การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนเพื่อถ่ายทอดความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การเขียนวิจารณ์ภาพยนต์ การเขียนบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์
6.การเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนเพื่อถ่ายทอดจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อให้ผู้อื่นเห็นภาพและสามารถจินตนาการตามผู้เขียนได้
    แหล่งข้อมูลของการเขียน
1.การอ่าน ผู้เขียนที่ดีต้องเป็นผู้ที่สนใจอ่านหนังสือทุกประเภท เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ความรู้จากการอ่าน
2.การฟัง เป็นการเก็บสะสมความรู้และข้อมูลอีกรูปแบบหนึ่ง
3.การสังเกต เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ไปพบไปเห็นมา ผู้เขียนที่ช่างสังเกตมักจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาประกอบการงานเขียนของตนได้
4.การถาม เป็นการหาข้อมูลที่ค่อนข้างลึกและตรงประเด็นเฉพาะสิ่งที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ
     ขั้นตอนการเขียน
1.เลือกเรื่อง ผู้เขียนควรเลือกเรื่องที่ตนเองมีความสนใจ มีความถนัด หรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆอยู่พอสมควร
2. กำหนดขอบเขตและจุดมุ่งหมายในการเขียน ผู้เขียนต้องกำหนดขอบเขตของงานเขียนและตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องการจะสื่ออะไรให้กับผู้อ่าน
3.วางโครงเรื่อง ผู้เขียนต้องวางโครงเรื่องเพื่อเรียงลำดับการนำเสนอหัวข้อต่างๆให้ต่อเนื่องสอดคล้องกันและครอบคลุมทุกประเด็นที่ต้องการนำเสนอตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบเรื่อง
4.การแสวงหาการรวบรวมความรู้ ผู้เขียนควรเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อความหลากหลายของข้อมูล และตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อนเขียน
5.เรียบเรียงและนำเสนอเรื่อง คือต้องนำมาเรียบเรียงนำเสนอตามโครงเรื่องที่วางไว้ตอนต้น โดยใช้ภาาาที่ถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วน น่าสนใจและสื่อสารให้ครอบคลุม
6.ตรวจทานและแก้ไขข้อผิดพลาด ผู้เขียนควรตรวจสอบข้อผิดพลาดจากการเขียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียบเรียงประโยค ลำดับการนำเสนอ รวมไปถึงคำผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
   ลักษณะของงานเขียนที่ดี
1.มีเอกภาพ คือมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเนื้อหาทั้งหมด และต้องมีใจความสำคัญและจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว
2.มีสารัตถภาพ คือ มีเนื้อหาเต็มบริบูรณ์ มีความคงเส้นคงวามีสาระหนักแัน่น มีใจความสำคัญไม่กล่าววกไปวนมา
3.มีสัมพันธภาพ คือ การเชื่อมโยงย่อหน้าต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสอดคล้อง เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
4.มีความกระจ่างแจ้ง คือ เนื้อหาไม่คลุมเครือ ไม่ก่อความสงสัยแก่ผู้อ่าน
5.มีความน่าสนใจติดตาม การเขียนที่ดีควรทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ
   ระดับภาษาเขียน
ภาษาไทยมีหลายระดับ การเลือกใช้ภาษาจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร กลุ่มเป้าหมายในการสื่อสาร กาลเทศะ โดยเฉพาะภาษาที่ใช้ในงานเขียนซึ่งจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
1.ภาษาแบบแผนหรือภาษาทางการ เป็นภาษาที่เป็นทางการ ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนถูกต้องตามไวยกรณ์อย่างเคร่งคัด เช่นการเขียนตำราวิชาการ การเขียนหนังสือที่ใช้ติดต่อกันทางราชการหรือติดต่อธุรกิจ
2.ภาาากึ่งแบบแผนหรือกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันที่มุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจมีความเป้นทางการลดลงเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจมากขึ้น
3.ภาษาระดับปาก เป็นภาษที่มักใช้ในการพูดคุยสนทนา อาจมีคำหยาบ คำคะนอง คำสแลง คำภาษาถิ่นปะปนอยู่ด้วย

อ้างอิง
เอกสารประกอบการสอน  วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร(Thai for Communication)  รายวิชา 0022 004
พิมพ์ครั้งทีี่ 5: มิถุนายน 2556
ออกแบบและจัดพิมพ์: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
จัดจำหน่าย: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทความเรื่อง อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย จ. สระบุรี

             อันเนื่องมาจากประเทศไทยได้มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย หลายสถานที่ วันนี้เลยอยากจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ ที่มีนำ้ตกที่สวยงาม อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความร่มรื่นของพืช พรรณนานา ชนิด  สถานที่ท่องเที่ยวที่ว่านี้คือ  อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นน้ำตกที่มีธรรมชาติที่สวยงาม และมีน้ำใสน่าลงเล่นเป็นอย่างมาก
          อุทยานแห่งชาตินำ้ตก 7 สาวน้อย (สำรวจ) มีพื้นที่ครอบคลุมในท้องที่ อำเภอมวกเหล็ก  อำเภอวัง-ม่วง จังหวัดสระบุรี และอำเภอปากช่อง จังหวัด นครราชสีมา มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 29,755 ไร่ โดยอยู่ในเขตจังหวัดสระบุรี 27,210 ไร่ และในจังหวัดนครราชสีมา 2,245 ไร่      อุทยานแห่งชาอุทยานแห่งชาติ-นำ้ตกเจ็ดสาวน้อยเดิมคือ วนอุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย วึ่งไดมีการสำรวจและจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2523 โดยกองบำรุงกรมป่าไม้ มีเนื้อที่ในการจัดตั้งครั้งแรก 540 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ.2546 ได้มีการสำรวจพื้นที่ผนวกเพิ่มเติมเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ  ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เห็นความเห็นชอบและให้มีการเข้าคววบคุมดูแลพื้นที่เพื่อเตรียมการในการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป
       สำหรับประวัติความเป็นมาที่ว่า น้ำตกเจ็ดสาวน้อย มีชื่อว่า"เจ็ดสาวน้อย"เพราะมีผู้หญิง เจ็ดคนตายพร้อมกันนั้น จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นบอกว่าไม่เป็นความจริงและไม่เคยได้ยิน  เนื่องจาก ชื่อนำ้ตก"เจ็ดสาวน้อย"นั้นได้มาจากชื่อหมู่บ้านที่อยู่ด้านทิศเหนือของน้ำตกที่มีชื่อว่า"บ้านสาวน้อย" เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่เพื่อจัดตั้งวนอุทยานได้พบน้ำตกมีจำนวน 7 ชั้น ในบริเวณพื้นที่ ดังกล่าว ดังนั้นจึงได้ตั้งชื่อน้ำตกว่า"น้ำตกเจ็ดสาวน้อย" ตามชื่อหมู่บ้านและตามจำนวนชั้นของน้ำตกที่ค้นพบ  


      ลักษณะของน้ำตกจะเหมือนสายธารน้ำเพราะไหลไปเรื่อยๆแต่จะแตกต่างจากลำธารตรงที่มีชั้นน้ำตกและแต่ละชันสูงต่ำไม่เท่ากัน  น้ำตกเจ็ดสาวน้อยมีน้ำตกที่หมดเจ็ดชั้นตามชื่อที่ตั้ง การนับชั้นของน้ำตกเจ็ดสาวน้อยจะนับจากข้างบนลงมาข้างล่าง คือนับจากชั้นตรงที่มีสะพาน ที่ใช้สำหรับข้ามมายังอีกฝั่งนึงของน้ำหรือที่เรียกว่า"สะพานแขวน" ให้นับชั้นนั้นเป็นชั้นที่หนึ่ง และให้นับชั้นนั้นเป็นชั้นที่หนึ่ง และให้นับลงมาเรื่อยๆ ตามทางการใหลของน้ำตก เป็นชั้นที่ สอง สาม สี่ ห้า ไปเรื่อยๆจนครบทั้งหมดเจ็ดชั้น น้ำตดเจ็ดสาวน้อยมีน้ำให้เล่นตลอดทั้งปี  แต่ในช่วงหน้าฝนน้ำอาจจะมากหน่อยจนอาจจะทำให้เล่นไม่ได้  สำหรับผู้ที่ต้องการความสงบและคนไม่พลุกพล่าน ขอแนะนำให้มาในวันธรรมดา
คือ จันทร์-ศุกร์  ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์อาจมีคนมาก

 หน่อย  แต่ก็สามารถลองรับนักท่องเที่ยวได้มากเช่นกัน ส่วนร้านอาหารในอุทยาน  จะมีทั้งฝั่งทางด้านลานจอดรถซึ่งอยู่บริเวณทางด้านหน้าน้ำตกและฝั่งที่ข้ามสะพานมา จะมีร้านค้าอยู่บริเวณชั้นที่สามของน้ำตก แต่อาหารด้านฝั่งที่ข้ามสะพานมาจะมีราคาถูกกว่า และยังอยู่ใกล้กับน้ำตกมากกว่าฝั่งที่อยู่ตรงด้านลานจอดรถ

       นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมต่างๆมากมายให้ทำ อาทิ เช่น พายเรือคยัก กางเต๊นต์พักแรม เดินป่าศึกษาธรรมชาติ และปลูกป่า ในบริเวณน้ำตกเจ็ดสาวน้อยยังมีร้านค้า และร้านของที่ระลึกไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการจะซื้ออาหารหรือของฝาก ส่วนด้านความปลอดภัยในการลงเล่นน้ำนั้นทางอุทยานแห่งชาติได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำทุกจุดเพื่อดูแลด้านความปลอดภัยให้แก่ของนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึงและมีป้ายเตือนประจำจุดต่างๆ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆไม่ว่าจะเป็น สวนองุ่น    ฟาร์มโคนม ขับ ATV ล่องแก่ง
         ดังนั้นอุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อยจึงนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพอีกด้วย  เดินทางไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว อีกทั้งยังมีน้ำให้เล่นกันตลอดทั้งปีมีธรรมชาติที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ

แหล่งอ้างอิงข้อมูลและภาพ
http://www.thai-tour.com/thai-tour/Central/saraburi/data/place/pic_jedsaonoi-waterfall.htm
http://www.xn--72c5aba9c2a3b8a2m8ae.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2/

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ

แบบฝึกหัด
บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ                                                      กลุ่มเรียน.02
รายวิชา  การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                        รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล.....นางสาวอริสรา  คล่องใจ..                                          .รหัส....57011010190

คำชี้แจง  จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.      ให้นิสิตยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหัวข้อต่อไปนี้ อย่างน้อยหัวข้อละ 3 ชนิด แล้วแลกเปลี่ยนกันตรวจสอบกับเพื่อน
1)      การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล              
ตอบ เมาส์ แป้นพิมพ์ เครื่องสแกนเนอร์
2)      การแสดงผล
ตอบ จอภาพ เครื่องพิมพ์ เครื่องพลอตเตอร์
3)      การประมวลผล          
ตอบ   Cpu   Ram  ซอฟแวร์
4)      การสื่อสารและเครือข่าย
ตอบ     internet tv radio

2.       ให้นิสิตนำตัวเลขในช่องขวา มาเติมหน้าข้อความในช่องซ้ายที่มีความที่สัมพันธ์กัน
8   .   ซอฟต์แวร์ประยุกต์
1. ส่วนใหญ่ใช้ทำหน้าที่คำนวณ ประมวลผลข้อมูล
3     .  Information Technology
2. e-Revenue
1     . คอมพิวเตอร์ในยุคประมวลผลข้อมูล
3. เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้องแม่นยำ และความรวดเร็วต่อการนำไปใช้
6   .  เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย
4.มีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ Sender Medium และDecoder
10   .ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการททำงาน
5. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการรับ-ส่งเอกสารจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งโดยส่งผ่านเครือข่าย

7   . ซอฟต์แวร์ระบบ
6. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
9    .การนำเสนอบทเรียนในรูปมัลติมีเดีย ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ตามระดับความสามารถ
7. โปรแกรมที่ทำหน้าที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์
5      . EDI
8. โปรแกรมระบบห้องสมุดอัตโนมัติ จัดเป็นซอฟต์แวร์ประเภท
4      . การสื่อสารโทรคมนาคม
9. CAI
2       .บริการชำระภาษีออนไลน์
10. ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ